DiaRy of Fay’s Life and Mind

30 juin 2007

Vivre l’empechement ou l’empechement de vivre

Publié par faywanrug dans R้flexions

img00801.jpgimg00272.jpg

ถ้าหากว่าถ้าหากว่าเราเลือกได้ที่จะไม่ต้อง“ใช้”ชิวิต
เหลือเพียง “ชืวิต” สั้นๆ เพียวๆ เหลือเพียงแก่นสาร ไม่ต้องมีอะไรมายึดให้ต้อง “ใช้”
การเกิดมาครั้งนี้ก็คงจะง่ายขึ้น

คำถามเก่าๆก็คงหมดไป
เหลือเพียง ณ วินาทีนี้ ณ ที่นี่ให้เราต้องอยู่

คำตอบที่ทุกคนพยายามค้นหา โดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม
ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ขับเคลื่อนผลักดันให้เราก้าวจากปัจจุบันเข้าสู่อนาคต

เส้นแบ่งระหว่างตัวฉัน เธอ และเขาก็คงจางลง
เหลือแค่เพียง “พื้นที่” กว้่างๆไร้เขตแดน ไร้จุดสิ้นสุด ไร้จุดเริ่มต้น

ชีวิตก็จะไม่ถูกกำหนดเป็นเส้นตรง เกิดจรดตาย
แต่จะเป็นประตู เปิดเข้าสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้พรมแดน.เราเลือกได้ที่จะไม่ต้อง“ใช้”ชิวิต
เหลือเพียง
“ชืวิต” สั้นๆ เพียวๆ เหลือเพียงแก่นสาร ไม่ต้องมีอะไรมายึดให้ต้อง “ใช้”
การเกิดมาครั้งนี้ก็คงจะง่ายขึ้น

คำถามเก่าๆก็คงหมดไป
เหลือเพียง ณ วินาทีนี้ ณ ที่นี่ให้เราต้องอยู่

คำตอบที่ทุกคนพยายามค้นหา โดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม
ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ขับเคลื่อนผลักดันให้เราก้าวจากปัจจุบันเข้าสู่อนาคต

เส้นแบ่งระหว่างตัวฉัน เธอ และเขาก็คงจางลง
เหลือแค่เพียง “พื้นที่” กว้่างๆไร้เขตแดน ไร้จุดสิ้นสุด ไร้จุดเริ่มต้น

ชีวิตก็จะไม่ถูกกำหนดเป็นเส้นตรง เกิดจรดตาย
แต่จะเป็นประตู เปิดเข้าสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้พรมแดน.

“La mort, c’est que soit possible la radicale impossibilit้ d’une r้alit้-humaine.” Heidegger

6 avril 2007

นั่งสมาธิแบบเซ็นโซโต (Zazen with Zen Soto)

Publié par faywanrug dans

Logoเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปลองนั่งสมาธิในวัดเซ็นแห่งปารีส (Dojo zen de Paris) ด้วยความที่ตัวเองทำวิจัยเกี่ยวกับปรัชญาเซ็น ได้อ่านมามากมายเกี่ยวกับซาเซ็น (zazen)  หรือการนั่งสมาธิ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปนั่งจริงๆกับเขาซะที เนื่องจากความขี้เกียจและบวกกับความคิดที่ว่าซาเซ็นก็คงจะเหมือนกับการนั่งสมาธิของศาสนาพุทธแบบบ้านเราสายหินยาน เสาร์ที่ผ่านมาฝนตกตลอดทั้งวัน อีกทั้งไม่มีจิตใจจะทำอะไรได้ที่บ้าน จึงได้บอกกับตัวเองว่า “จะไปนั่งซาเซ็น” 

โดโจแห่งปารีสนี้ ก่อตั้งโดยพระเซ็นที่มีชื่อเสียงในประเทศฝรั่งเศสชื่อ พระเดชิมารุ  (Deshimaru) ท่านเป็นพระผู้บุกเบินรุ่นแรกๆของศาสนาเซ็นสายโซโตให้แพร่หลายในประเทศฝรั่งเศส โดโจนี้เป็นตึกหนึ่งคูหา อยู่ติดถนน ด้านหน้ามีร้านขายหนังสือ                                           

                                                                     Boutique

ชั้นล่างด้านในเป็นห้องอเนกประสงค์ ใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ ที่อบรมชงชา ที่อบรมการเขียนภาพลายเส้นหมึกจีน (ซึมีเอะ Sumi-e) ฯลฯ วันที่ไปถึงนั้นมีนิทรรศการแสดงภาพเขียนของศิลปินสมัครเล่นหญิงชาวฝรั่งเศสที่มานั่งสมาธิที่โดโจเป็นประจำ ส่วนชั้นหนึ่งเป็นห้องกว้างปูด้วยเสื่อตาตามิ (Tatami) เพื่อใช้นั่งสมาธิ สำหรับพระที่ประจำที่โดโจและผู้สนใจทั่วไป 

ไปถึงก่อน 4 โมงเย็นเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าสบายๆสีทึบ หลังจากเปลี่ยนชุดแล้ว ก็เห็นคนอื่นๆหยิบหมอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 ซม. หนาประมาณ 20 ซม. สีดำทึบ (ประทับใจหมอนนี้มากเพราะหน้าตามันช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน และประโยชน์มันช่างยิ่งใหญ่เสียจริง ตามที่จะได้เล่าให้ฟังกันต่อไป) ที่วางเรียงรายบนตู้เหนือที่แขวนเสื้อมาถือคนละใบ เราก็เลยทำการเลียบแบบทันที เพราะคิดว่าคงจะต้องเป็นพร็อพประกอบการนั่งสมาธิแหงๆ ออกมาจากห้องเปลี่ยนชุดก็เห็นคนหน้าตาเลิกลั่กอย่างเราประมาณ 10 กว่าคนยืนรอที่ทางเข้าห้องซาเซ็น ทุกคนที่มารอเวลา 4 โมงเย็นล้วนแต่เป็นมือใหม่หัดนั่งกันทั้งนั้น ซักครู่ก็มีพระเซ็นคนฝรั่งเศสเดินหน้าตาใจดีมาเชิญให้เราเข้าไปในห้องซาเซ็น 

Zazen room ห้องซาเซ็นนี้ มีลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมจตุรัสแบ่งออกเป็นสองส่วนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนแรกเหมือนเป็นส่วนเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อหลุดพ้นจากโลกที่วุ่นวายเข้าสู่โลกทางจิตวิญญาณของเซ็น ส่วนแรกนี้มีขนาดใหญ่ประมาณ 4 ตารางเมตร มีรั้วไม้เตี้ยๆเป็นแผ่นหวายสานแบบญี่ปุ่นล้อมรอบ 3 ด้าน (ด้านที่เราเดินเข้ามายังส่วนนี้ ไม่มีประตูกั้น) ลักษณะเหมือนห้องเล็กๆส่วนแรกในโบสถ์ของวัดไทยหลังจากที่เราเดินขึ้นบันไดมาบนโบสถ์ เป็นส่วนระหว่างประตูแรกและก่อนที่เราจะเดินข้ามประตูอีกหนึ่งประตูเพื่อเข้าสู่ห้องที่ตั้งพระพุทธรูปองค์โต  

ตรงกลางของรั้วไม้ฝั่งที่อยู่ด้านหน้าเรา (เมื่อเราเดินเข้ามายังห้องซาเซ็นนี้) ไม่ได้เป็นรั้วกั้นปิดทั้งหมดอย่างรั้วด้านซ้ายหรือด้วยขวา หากแต่มีไม้สีดำอมน้ำตาลเป็นโครงประตูตรงกลางสูงเหนือหัวเรา มองลอดผ่านโครงเสานี้ จะเห็นหิ้งพระเล็กๆตั้งอยู่กลางห้องด้านใน มีพระพุทธรูปไม้ขนาดกะทัดรัด สีดำเหมือนโครงเสาประตูนั่งอยู่กลางหิ้ง และธูปจำนวนกี่ดอกไม่อาจจำได้ปักอยู่ข้างๆ มองดูดังซามูไรญี่ปุ่นยืนขึงขังน่าเกรงขามปกป้องข้างกายพระผู้เป็นผู้นำแห่งการปลดปล่อยความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งปวง  

ส่วนแรกของห้องซาเซ็นนี้หวนให้เรานึกถึงบรรยากาศการเตรียมตัวรับกับความเงียบที่กำลังจะมาเยือนจิตยามเมื่อเราก้าวเข้าสู่โบสถ์ในวัดเมืองไทย ต่างกันตรงที่โบสถ์ในเมืองไทยมีความวิจิตรของสถาปัตยกรรมและความยิ่งใหญ่ขององค์พระพุทธรูปเป็นตัวกำหนดความน่าเกรงขามและความศรัทธา ส่วนห้องซาเซ็นใจกลางกรุงปารีสนี้มีเพียงแค่โครงเสาและพระพุทธรูปองค์เล็กเท่านั้น แต่สามารถทำให้มือใหม่สมัครนั่งสมาธิอย่างพวกเราตกอยู่ในภวังค์แห่งความสงบท่ามกลางความเหน็บหนาวเย็นยะเยือกจากฝนต้นฤดูใบไม้ผลิ 

พระเซ็นฝรั่งเศสเห็นได้ฤกษ์ 4 โมงเย็นก็เริ่มกล่าวต้อนรับและบอกให้เราทราบถึงโปรแกรมการสอนนั่งสมาธิในวันนี้ว่าสำหรับการสอนมือใหม่นั้นจะกินเวลาหนึ่งชั่วโมงคือ 4 โมงถึง 5 โมงเย็น หลังจากนั้นจะเป็นการนั่งสมาธิปกติคือ มีคนอื่นๆที่นั่งเป็นประจำและพระเซ็นในโดโจมาร่วมด้วยจนถึง 6 โมงเย็น แกบอกว่าแกจะไม่สาธยายอะไรมากเกี่ยวกับที่มาที่ไปของซาเซ็น แต่จะให้เราลงมือ “ลิ้มลอง”ด้วยตัวเองทันที โดยก่อนเดินเข้าห้องที่สองนั้นแกหยิบหมอนดำที่ทุกคนถือขึ้นมาและบอกว่ามันเรียกว่า ซูฟุ (Zufu) จะเป็นฐานที่รองให้ทั้งกับร่างกายและจิตเราในการนั่งซาเซ็น หลังจากนั้นแกก็อธิบายการเดินเข้าห้องนั่งซาเซ็น คือเราจะต้องก้าวข้ามธรณีประตูด้วยเท้าข้างซ้าย หลังจากนั้นก็หยุดยืนและแสดงความเคารพพระพุทธรูปด้วยการไหว้ พอถึงจุดนี้ แกก็ตั้งข้อสังเกตว่าพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่กลางห้องนี้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธ์แต่อย่างใด หากการทำความเคารพนั้น เราทำต่อห้อง ต่อสถานที่ โดยมีพระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ หลังจากไหว้ทำความเคารพแล้ว การเดินไปยังที่นั่งสมาธิ ก็มีรูปแบบ คือจะต้องเดินไปทางซ้ายมือของเราเท่านั้น เดินไปทางซ้ายระยะหนึ่งเกือบถึงกำแพง ก็ให้หัน 90 องศาไปทางขวามือของเรา และเดินเป็นเส้นตรงไปจนเกือบสุดห้อง หลังจากนั้นก็หันขวามือ 90 องศาและเดินเป็นเส้นตรงไปจดถึงที่นั่ง ซึ่งเราก็เลือกเองได้ว่าใครอยากจะจับจองพื้นที่ส่วนใด ตรงไหน สรุปง่ายๆก็คือ เดินเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากนั่นเอง แกบอกว่าการเดินอย่างนี้ นอกจากจะมีความหมายเชิงลึก เชิงปรัชญาแล้ว (ซึ่งแกบอกว่า ณ จุดนี้ เรายังไม่จำเป็นต้องทราบก็ได้  แต่จริงๆในใจแอบหวังว่าแกจะอธิบายว่าในเชิงลึกนี่หมายความว่าไง) ยังมีความหมายเชิงปฏิบัติอีกด้วย คือการเดินที่มีแบบแผนนี้ทำให้ไม่สับสนวุ่นวายหรือเดินชนกันเวลามีคนเยอะๆมานั่งสมาธิพร้อมกัน อืมมม เชิงปฏิบัติจริงๆ 

เมื่อทุกคนจับจองพื้นที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว ก็วางหมอนซูฟุลงตรงหน้า หันหน้าเข้ากำแพง จากนั้นพระเซ็นก็บอกให้เราไหว้หนึ่งครั้งโดยหันหากำแพง จากนั้นหมุนตัว 90 องศา ไหว้อีกครั้งไปทางกำแพงอีกฝั่ง แล้วเดินอ้อมหมอนซูฟุทางด้านซ้ายมือเราไปหยุดอยู่ด้านหน้าหมอน หน้าหันเข้ากำแพง แล้วนั่งลงบนหมอน 

ณ ตั้งแต่วินาทีนี้ การกระทำทุกอย่างจะต้องผูกติดกับการนั่งซาเซ็น   

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

2 avril 2007

Love love love…

Publié par faywanrug dans M้andres de la pens้e

ว่าด้วยเรื่องความรัก กลอนด้านล่างสองกลอนนี้เป็นกลอนที่เฟย์ชอบมากๆ เขียนโดยนักเขียนชื่อดังก้องโลกสองท่านคือ Beckett และ Neruda เลยเอามาฝากให้คนอื่นๆได้อ่านกัน

une toute denière fois au moins dire encore 

si tu ne m’aimes jamais on ne m’aimera 

si je ne t’aime, jamais je n’aimerai 

à nouveau dans le coeur la baratte des mots rassis 

amour amour amour martèle le vieux piston 

qui pilonne l’immuable caillé des mots. 

a last even of last times of saying 

if you do not love me I shall not be loved 

if I do not love you I shall not love 

the churn of stale words in the heart again 

love love love thud of the old plunger 

pestling the unalterable whey of words. 

Samuel Beckett, Cascando, 1936 

 

I love you without knowing how, or when, or from where.
I love you straightforwardly, without complexities or pride;
so I love you because I know no other way
Pablo Neruda 

17 janvier 2007

จากหลักพุทธ สู่ปรัชญาสังคม - ว่าด้วยเรื่องอัตลักษณ์แบบอนัตตา

Publié par faywanrug dans R้flexions

(บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแลกเปลี่ยนทางความคิดกับคนอื่นๆใน comments ของบทความเรื่อง R้flexion sur “เสียงของความเงียบ ใน http://polities.blogspot.com

สำหรับเฟย์ อัตตาที่ทุกคนได้เขียนมานั้น[1] (ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ - รูปแบบของสาเหตุ ก็คือความทุกข์ หรือรูปแบบของการพยายามหลุดพ้น ก็คือการปล่อยวาง)ไม่ได้มาจากสังคมหรือการที่เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากเท่ากับมาจากการที่เรารู้ว่า”มีเรา” รู้ว่าเราคิด เรารู้สึก รู้ว่าเรามีอยู่ 

หรือพูดอีกอย่างว่า อัตตา ในความเข้าใจของเฟย์ มาจากการที่เรารู้ว่าเรากำลัง”เป็น”อัตตานั่นเอง นั่นแหล่ะที่อันตรายที่สุด ที่ยากที่สุดที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดให้มั่นไม่ถือให้นิ่ง จากที่ได้อ่านคำสอนเรื่อง อัตตา ของพระที่พี่ช้างได้เสวนาด้วยแล้ว ทำให้เฟย์นึกถึงหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ ซึ่งพูดถึงเรื่อง sujet หรือ subject[2] ผ่านปรัชญาสายต่างๆในประวัติศาสตร์ยุโรป 

แนวคิดเรื่องอัตตานี้ของชาวตะวันตก -ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็น”ราก”ฐานของวัฒนธรรมของเขา เป็นแนวคิดที่ทำให้ตะวันตกเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของอัตตาเท่ากับประวัติศาสตร์ของการสร้างยุโรปในทุกมิติเลยก็ว่าได้ ในหนังสือชื่อ M้ditations  Descartes -ผู้วางรากฐานปรัชญาแนว rationnalisme โดยหัวใจสำคัญคือการพยายามตั้งคำถามกับเรื่องอัตตา- หลังจากที่ได้ตั้งคำถามและ”สงสัย”กับทุกๆเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการมีตัวตนหรือไม่ของ”กู” (ขอส่งความระลึกถึงท่านพระพุทธทาส)  ได้สรุปความคิดของเขาไว้ได้เป็น 1 ประโยคคือ “cogito ergo sum” (ใน Discours de la M้thode ) หรือ “I think,therefore i am”  หมายความว่า ณ วินาทีที่เราคิด แม้ว่าในความจริงแล้วเราจะไม่มีตัวตนอยู่ เราไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าเรากำลัง”คิด”อยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงมีตัวตน ณ วินาทีที่เราคิด เพราะฉะนั้นความจริงสูงสุดที่เราไม่สามารถ”สงสัย”ได้เลยก็คือ เราคิด เราจึงเป็นเรา “กูคิด ตัวกูจึงมี” 

นั่นหมายความว่า ในอนิจจัง ในความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แม้ว่าเราจะเปลี่ยนไปเพียงใด เราก็ยังเป็น”เรา”อยู่ดี หาได้เป็น”คนอื่น”ไม่ เพราะฉะนั้น เราจึงมี อัตตาจึงมี อัตตาเป็นเสาเข็มของระบบสังคม ของระบบความคิด และระบบการพัฒนาของยุโรป 

ช่างไกลกันเหลือเกินจากสังคมไทย เรียกได้ว่าแนวคิด cart้sien นี้ตรงกันข้ามกับแนวคิดที่เป็นรากฐานของสังคมไทย สังคมที่ถูกสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจากแนวคิดเรื่อง “อนัตตา” สังคมที่พื้นฐานทางความคิดได้รับอิทธิพลมากจาก 1 วลี “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” หาได้มาจาก 1 ประโยคของ Descartes ไม่ สังคมที่ระบบความคิด ระบบการมองโลกมีจุดเริ่มต้นดั้งเดิมมาจากการที่ตัวกูมิใช่ของกู ไม่มีกู 

จึงทำให้เรายอมรับการมีชนชั้น ยอมรับความไม่เสมอภาคเพียงเพราะเกิดมาไม่เท่ากัน ยอบรับระบบเจ้าขุนมูลนาย โดยไม่ “ตั้งคำถาม” ไม่ “สงสัย”ว่าถูกต้องหรือไม่ ว่าทำไม ว่าอย่างไร ว่าเขตจำกัดที่ใด[3]
 
ระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมไทยจึงถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการไม่เรียกร้องสิทธิ บนพื้นฐานของการเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของบรรพบุรุษโดยไม่มีเงื่อนไข บนพื้นฐานของการยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่ “ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง” บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์แบบ propaganda กรอกหู กรอกสมอง กรอกความคิดเช้า สาย บ่าย เย็น  แต่อัตลักษณ์ทางสังคมในแง่ที่เฟย์ได้พูดมานี้กำลังถูกทำให้เปลี่ยน คนที่อยู่ในระบบความสัมพันธ์แบบอนัตตานี้กำลังถูกคุกคามจากฝากฝั่งตะวันตก จากกระแสโลกาภิวัฒน์ทางการสื่อสารและจากกระแสทุนนิยมทางความคิด เราเริ่ม “ตั้งคำถาม” เราเริ่ม “สงสัย” ทำไม? 

เฟย์ไม่ได้พูดว่าสังคมใดดีกว่าหรือเหนือกว่าสังคม เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบสังคม 2 สังคมที่มีพื้นฐานมาจากระบบความคิดเรื่องอัตตาที่แตกต่างกัน ซึ่งนำมาสู่ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งนำมาสู่”ระบบความคิด”ที่แตกต่างกัน (ขอใส่เครื่องหมายคำพูดให้กับคำนี้ เพราะหมายถึง ระบบความคิดสั้นๆ ไม่มีคำเช่น “ทางปรัชญา” “ทางสังคม” “ของโครงสร้างรัฐ” ต่อท้าย)


[1] ดูความเห็นต่างๆได้ใน http://polities.blogspot.com/2007/01/rflexion-sur.html  

[2] Arnaud TOMศS, Le Sujet, Paris : Ellipses, coll. Champs philosophiques, p. 2005.  

[3] ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องบทบาทของรัฐในการสร้างอัตลักษณ์แบบอนัตตาตามที่เฟย์หมายถึง จริงๆแล้วรัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการ“เลือก”ทิศทางการพัฒนาระบบทางสังคม ในที่นี้ขอมองจากมุมมองของปัจเจกบุคคล มองภายในตัวบุคคลที่อยู่ในระบบ มองจากหลักปรัชญาที่เรา ในฐานะปัจเจกบุคคลยึดถือ ณ ช่วงเวลาที่เราได้เข้าไปอยู่ในระบบสังคมแบบนี้แล้ว 

 

6 janvier 2007

“เสียงของความเงียบ” (”Le silence bruissant”)

Publié par faywanrug dans R้flexions

“เสียงของความเงียบ” (« Le silence buissant ») 

“L’air est plein de nos cris.” – Samuel Beckett 

หนังสือเล่มล่าสุดที่ได้ยืมมาอ่านจากห้องสมุดและอ่านจนจบคือ "Ethique et Infini[1]" ของ Lévinas (อ่านว่า เล-วิ-นาส) ถ้าจะเป็นภาษาไทยก็อาจแปลได้ว่า "จริยศาสตร์และความไร้ที่สิ้นสุด" 

 Emmanuel Lévinas (1906 Kovno, Lituanie -1995 Paris) เป็นนักคิดยุคเดียวกับ Chomsky, Derrida, Foucault, Deleuze และ Maurice Blanchot ฯลฯ และเป็นนักปรัชญาเชิง “จริยธรรม” คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส และของโลกเลยก็ว่าได้ 

Lévinas 

การพบกันของเฟย์กับ Lévinas เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมซึ่งเฟย์ได้เข้าไปร่วมฟังการสัมมนาวิชาการเรื่อง "Lévinas et les arts" ("เลวินาสกับศิลปะ") ที่มหาวิทยาลัย Sorbonne ผู้ที่มาบรรยายล้วนแต่เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในวงการวิชาการฝรั่งเศสทั้งสิ้น รวมถึงอาจารย์ของเฟย์ด้วย M. Denis Guénoun ที่พูดเรื่อง "Le temple ou le théâtre - De la transcendance" ("วัดหรือโรงละคร - ว่าด้วยเรื่องอุตรภาพ")  

เหตุเพราะอาจารย์นี่แหล่ะ ก็เลยทำให้ได้เข้าไปร่วมฟังการสัมมนาครั้งนี้ และได้ใกล้ชิดกับความคิดของเลวินาสเป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง (เพราะก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับเด็กวรรณคดีคนอื่นๆ เฟย์รู้จักเพียงแค่ชื่อและแนวคิดกว้างๆของนักปรัชญาผู้นี้จากการพูดคุยกับเพื่อนๆและจากการอ้างอิงถึงในหนังสือต่างๆที่เคยอ่าน) 

- นี่แหล่ะคือที่มาของความอยากอ่านงานของเขาซักเล่มหนึ่ง -

หนังสือเล่มนี้เป็นการตีพิมพ์บทสนทนาระหว่างเลวินาสกับ Philippe Nemo ใน รายการของคลื่นวิทยุ France Culture มีบทหนึ่งเป็นบทที่ว่าด้วยเรื่อง “มี” (หรือ Il y a ในภาษาไทยก็จะตรงกับการใช้”มี”ในความหมายอย่างเช่น “มีคนเดินเข้ามา” หรือ “มีแดดออก” เป็นต้น) 

เลวินาสกล่าวว่าเขาสนใจประธานของประโยค “il”  ที่เป็นประธานที่ไม่มีตัวตน ที่ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง หรือ “être impersonnel” (op. cit., p. 37) (ในภาษาฝรั่งเศส คำว่า “มี” ประกอบไปด้วย 1. il เป็นประธานเอกพจน์ ซึ่งโดยปกติจะหมายถึงบุคคลที่เราพูดถึง 2. y เป็นคำบุพบทของสถานที่ สถานที่ที่เราพูดถึง 3. a เป็นกริยาหมายถึง “มี”)

ถ้าจะอธิบายประเด็นต่างๆที่เลวินาสได้พูดถึงเพื่ออธิบาย “มี” ก็จะยาวมากๆ ขอสรุปง่ายๆว่าเลวินาสบอกว่า ในการพยายามคิดเรื่อง “อัตตา” (être) “มี” หรือ il y a เป็นตัวที่เปิดกว้างความเป็นไปได้ เปิดกว้างความสามารถที่จะ “มี” หรือ “ไม่มี” ก็ได้ : « la scène même de l’être est ouverte. » (ibid., p. 38) 

ถ้าจะพูดโดยใช้ศัพท์ทางศาสนาพุทธ “มี” ของเลวินาสก็จะคล้ายๆกับสุญญตา ที่ไร้อัตตาและอนัตตา ที่เหนืออัตตาและอนัตตา  

 สำหรับเลวินาส เขาบอกออกมาชัดเจนเลยว่าความว่างเปล่านี้เป็นความว่างเปล่าที่ไม่ใช่ศูนย์ คือจะว่าไม่มีอะไรเลยก็ไม่ใช่ จะบอกว่ามีอะไร ก็ไม่ถูก  

“Ni néant ni être. […] On ne peut dire de cet « il y a » qui persiste que c’est un événement d’être. On ne peut dire non plus que c’est le néant, bien qu’il n’y ait rien.” (ibid., p. 38-39.

โดยเลวินาสใช้ภาพของ “ความเงียบที่มีเสียง” – “le silence […] comme buissant” - (ibid., p. 38) มาอธิบายประเด็นเรื่อง “มี” นี้  

ประเด็นทางปรัชญาเรื่อง “มี” นี้ เลวินาสได้เล่าว่ามันมีจุดเริ่มต้นมาจากความทรงจำวัยเยาว์ของเขา  เด็กนอนคนเดียว ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ยังตื่น ยังดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ เด็กก็รู้สึกได้ถึงความเงียบในห้องนอน เป็นเหมือนความเงียบที่มีเสียง เหมือนกับเสียงที่เราได้ยินจากการเอาเปลือกหอยมาแนบหู 

“เสียงของความเงียบ”นี้   ทำให้เฟย์นึกถึงงานของ Proust นักเขียนฝรั่งเศสชื่อดังช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ใน A la recherche du temps perdu พรูสต์ได้เล่าประสบการณ์ตอนเด็กของเขา เขาจะต้องถูกสั่งให้เข้านอน ในขณะที่พ่อ แม่และแขกคนอื่นๆในบ้านยังเลี้ยงฉลองต่อไป ยังคงใช้ชีวิตต่อไป นอกจากสไตล์การเขียนของพรูสต์ที่เพราะจับใจหานักเขียนคนใดเปรียบเทียบได้ยากแล้ว สำหรับเฟย์ ฉากนี้(ซึ่งเป็นฉากแรก ยาวเป็นสิบๆหน้าและเป็นฉากสำคัญที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้และอีกหลายๆเล่มที่ตามมา) “จุดประกาย” ทางความรู้สึกและทางความคิดมากจริงๆ  

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เราจะคล้อยหลับไปหรือที่เรากำลังจะตื่น เรื่องของห้องนอนหลายๆห้องที่เราได้เคยนอน จนทำให้ช่วงเวลาที่กำลังจะตื่น เราลืมไปว่าเราอยู่ที่ไหน ห้องใดกันแน่  

แต่ฉากที่เฟย์จำได้แม่นและเป็นฉากที่ทำให้สัมผัสได้ถึง “ความน่าวิงเวียน”ของ “ความเป็นคน”  ของการมี “อัตตา” ของการมีชีวิตอยู่ (เฟย์คิดถึงปรัชญาexistentialsime ของ Jean-Paul Sartre คิดถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งนวนิยายเรื่อง La Nausée ของเขา) ก็คือ ฉากการเล่าเรื่องการนอนไม่หลับ  

ในความเงียบ สิ่งของที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า โต๊ะอ่านหนังสือ เก้าอี้ ผ้าม่าน ฯลฯ ทุกสิ่งเหล่านี้ “ดำเนินชีวิต” ของมันต่อไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเรา โดยที่ไม่สนใจเรา “มันมีชีวิตของมัน” 

เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยภาพของความทรงจำที่ซ้อนทับกัน 

เป็นความเงียบ"ของ"สิ่งที่ "มี" อยู่ตรงนั้นและตอนนั้น

เป็นความเงียบของความว่างเปล่าที่ไม่ว่าง

เป็นความเงียบที่มีเสียง…. 

-          เสียงของมนุษยชาติ  

เสียงตะโกนก้องของสรรพสิ่ง

« Vladimir. – [….] A cheval sur une tombe et une naissance difficile. Du fond du trou, rêveusement, le fossoyeur applique ses fers. On a le temps de vieillir. L’air et plein de nos cris. (Il ecout.e.) Mais l’habitude est une grande sourdine. (Il regarde Estragon.) Moi aussi, un autre me regarde, en se disant, Il dort, il ne sait pas, qu’il dorme. (Un temps.) Je ne peux pas continuer. (Un temps.) Qu’est-ce que j’ai dit ? » (Samuel Beckett, En attendant Godot, Minuit, p. 128)

En attendant Godot

ข้อมูลเพิ่มเติม 

Lévinas http://www.levinas.fr/ 

http://espacethique.free.fr/index.php?lng=fr 

Proust http://expositions.bnf.fr/proust/ 

http://www.alalettre.com/proust-intro.htm

 


[1] LÉVINAS Emmanuel, Éthique et infini. Dialogues avec Philippe Nemo, Paris : Livre de poche, coll. Essais, 1982. 

2 janvier 2007

ละอองของความทรงจำ

Publié par faywanrug dans M้andres de la pens้e

จากบ้านจากเมืองมาอยู่ไกลถึงฝรั่งเศสมาเกือบ ๕ ปีแล้ว บางเวลาฉันนั่งมองปฏิทินเพื่อดูว่าช่วงใดมีเหตุการณ์ที่สำคัญสำหรับชีวิตฉันช่วงเวลาที่ติดอยู่ในทรงจำของฉัน ก็คือ “วันสงกรานต์”

สำหรับหลายๆคน วันที่ 13 เมษายนของทุกปีนี้อาจเป็นเพียงแค่ วันเทศกาลวันหนึ่งในอึกหลายๆวัน ที่มีการสาดน้ำกันเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง โดยเฉพาะในหมู่เพื่อนฝูง เฮฮาปาร์ตี้ตามประสาวัยรุ่นเมืองไทย แต่สำหรับฉัน วันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดในตระกูล “พุทธาศรี” เป็นวันที่ฝังรากลึกในการดำเนินชีวิตและการปลูกฝังความเป็น
ตัวฉัน เรียกว่าเป็นวันที่มีความสำคัญกับ การถักทอสานจิตวิญญาณความเป็น “ชาวเหนือ” ของฉันเลยทีเดียว

แม่ของฉันเป็นสาวเหนือ จากจังหวัดเชียงราย หมู่บ้านสันมะเค็ด เป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่ห่างจากอำเภอพาน ประมาณ๔๕ นาที ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑ ถึง ๑ ชม. ครึ่ง ถ้าเดินทางตามถนนสายเก่าที่ฉันเคยเดินทางอยู่บ่อยๆ เป็นหมู่บ้านที่ฉันมักจะคิดถึงเสมอๆ -แม้เมื่อมาอยู่ที่ดินแดนแห่งไร่องุ่น นามว่าประเทศฝรั่งเศสที่เรามักจะเรียกกันว่า "civilized"- ฉันจะถูกส่งจากกรุงเทพฯไปอยู่ที่สันมะเค็ดนี้ทุกๆปิดเทอมกับน้องสาวที่มักจะดีกันบ้างทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดาของเด็ก จะไปอยู่กับคุณยายที่บ้าน๒ชั้น ในบริเวณ๑ไร่

ในสวนหลังบ้านของคุณยาย จะมีต้นลิ้นจี่ ลำไย มังคุด มะม่วง พืชผักสวนครัว และดอกไม้หลากหลายพันธุ์ ปลูกอยู่อย่างกระจัดกระจาย และมียุ้งฉางไว้สำหรับเก็บเมล็ดข้าวเหนียวหลังฤดูการเก็บเกี่ยว ซึ่งคุณยายจะเจรจาขายให้กับโรงสีใกล้ตัวอำเภอเป็นรายได้อย่างหนึ่งของแก ส่วนด้านหน้าบ้าน เยื้องไปทางขวา มีตึกเก่าๆ ซึ่งฉันมารู้ที่หลังเมื่อต้นๆ๑๐ขวบ ว่าตึกเก่าหลังนี้ ที่บางครั้งก็มีคนมาเช่าเพื่อเปิดเป็นร้านนู้นร้านนี่ หรือไม่ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงภาพยนต์แห่งแรกของหมู่บ้าน ซึ่งคุณตาของฉันเป็นผู้สร้างขึ้น ที่หน้าบ้านร่มรื่นหลังนี้ มีคลองเล็กๆและมีสะพานสำหรับครอบครัวของฉันนั่งตากลมยามเย็น เพื่อคุยกับคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งช่วงสงกรานต์จำได้ว่าฉันและเด็กๆในหมู่บ้านจะเอาถังตักน้ำจากคลองเล็กๆสายนี้ ที่ฉันเคยรู้สึกว่ามันใหญ่มาก มาสาดน้ำใส่คนที่เดินผ่านไปผ่านมา นับว่าเป็นการใช้ชีวิตที่อบอุ่นและเรียบง่ายตามแบบฉบับ”สังคมไทยชนบท”อย่างแท้จริง

ฉันจำได้ว่า ทุกๆปิดเทอม เมื่อไปหาคุณยาย ฉันมักจะตื่นสาย แล้วก็จะรับประทานอาหารที่คุณยายทำเตรียมไว้ซึ่งเป็นอาหารเหนืออย่างแท้จริง - น้ำพริกอ่อง ไข่ป๋าม (ไข่เจียวที่ทอดกับผักพื้นเมือง โดยวางบนใบตอง) หมูทอดกับข้าวเหนียวสูตรเด็ดของคุณยาย จอผัก แกงหน่อไม้ใส่น้ำแกงน้ำปู๋ (น้ำปู๋ เป็นสีดำๆมักใส่ในอาหารที่มีหน่อไม้ กลิ่นเหม็นๆหน่อยแต่ “รำเจ้า”) น้ำพริกหนุ่ม แกงผักปั๋ง … - จากนั้นฉันก็จะออกไปปฏิบัติการเที่ยวซนข้างนอกกับเจ้าน้องสาวจอมกวน ไม่ว่าจะเป็นการตกปลายกยอที่บ่อหน้าวัด ปีนต้นไม้เพื่อเก็บผลไม้ เดินเล่นไปตามไร่นา ไร่ลิ้นจี่ ลำไย สรุปคือ ตัวดำปึ๋ตามประสาเด็กจอมซนจัดจ้าน ตากแดดจนผิวเป็นสีตามความร้อนของอุณหภูมิที่แผดเผา

ที่ฉันเล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะให้คุณๆได้เห็นถึงชีวิตที่ฉันเคยใช้ ที่ฉันไม่เคยลืม และจะไม่มีทางลืมมันไปได้ ให้คุณๆได้เห็นว่า “สังคมไทย”แบบไทยๆที่ไม่ต้องไปเลียนแบบ “สังคม civilized”แบบชาวตะวันตก ก็ทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบและอบอุ่นได้เช่นกัน (เอ ก็ชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าฉันปรกติหรือเปล่า หรือคุณๆว่าอย่างไร) ฉันได้เห็นบ้านที่ไม่มีอะไรเลย มีเพียงฟูกนอนเก่าๆ ตู้กับข้าวตู้เล็กๆ ตู้ที่ใช้ใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น บ้านที่มีเครื่องเรือนน้อยที่สุด แต่คนที่อาศัยอยู่ก็มีความสุขอย่างที่สุด ฉันได้เห็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่แต่งเนื้อแต่งตัวแบบที่ชาวกรุงเทพฯเรียกกันว่า “ชาวบ้านนอก”โดยมีน้ำเสียงออกจะดูถูกนิดๆ “ชาวบ้านนอก”เหล่านี้ที่ไม่ได้เรียนจบมัธยม หรือได้ปริญญาอย่างชาวกรุง กลับดูอบอุ่น มีความสุข แฝงไปด้วยแววตาที่ผ่านโลกมามากมาย เปี่ยมล้นไปด้วยความลับของการใช้ชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทยที่ฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณ

เมื่อใกล้เดีอนเมษายน ครอบครัวฉันจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคุณแม่และน้าๆ สำหรับการเดินทาง “กลับบ้าน” กลับไปสู่รากเหง้า กลับไปหาคุณยายที่ทุกคนเคารพรัก ส่วนตัวฉันที่เป็นเพียงเด็ก ก็ตื่นเต้นเช่นกัน ตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนๆเด็กในหมู่บ้านสันมะเค็ด จากนั้นเรา พ่อ แม่และลูกซนๆ ๒ คนก็เดินทางไปหมู่บ้านสันมะเค็ด สงกรานต์สำหรับครองครัวฉันนั้นคงจะเหมือน “ตรุษจีน” ของคนจีน เพราะจะเป็นช่วงเวลารวมญาติทั้งตระกูล ดูอบอุ่นและมีความสุขดี ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดจะมานอนเบียดเสียดกันในบ้าน ๒ ชั้นของคุณยาย รวมๆแล้วได้ ๓ รุ่น - คุณยาย ลูกๆ และหลานๆของคุณยาย – ยั๊เยี๊ยๆกันเต็มบ้าน ส่วนฉันจะนอนเตียงเดียวกับคุณยาย กอดตัวกลมๆของคุณยายหลับไปทุกคน (แต่ต้องชิงหลับก่อน มิฉะนั้นอาจตาค้างทั้งคืนได้ เนื่องจากเสียงกรนของคุณยาย)

และแล้ว วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ๑๓ เมษายน คุณยายและลูกๆจะตื่นแต่เช้า ส่วนพวกหลานๆจะถูกบังคับให้ลุกขึ้นจากเตียงโดยเสียงพระจากวัดที่ประกาศเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมกันทำบุญที่วัด เสียงบ่นพึมพำๆออกจากโทรโข่งที่ถูกติดตั้งอยู่บนเสาไฟฟ้าทั่วหมู่บ้าน ฟังๆไปแล้วเหมือนเสียงเรียกจากฟากฟ้าอย่างไรอย่างนั้น คุณยายจะเตรียมน้ำมะขามปอยใส่ในขันเงิน มีดอกมะลิลอยอยู่บนผิวน้ำ หอมมากๆ พับกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นรูปกรวย (บางทีก็เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน) ข้างในจะใส่ธูป ๓ ดอก เทียน ดอกไม้ที่เด็ดจากสวนหลังบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดอก “คำปู้จู้”สีส้มเหลืองสดที่คนภาคกลางเรียกกันว่าดอกดาวเรือง และข้าวสาร เรียกว่า “ข้าวตอกดอกไม้” เตรียมอาหารใส่ถุง หรือบางทีก็ใส่ในขันเงิน แล้วก็จะขึ้นไปไหว้พระและบรรพบุรุษชั้นบน (ก็มียายหม่อน – คือคุณแม่ของยาย คุณทวดฉันนั่นเอง- คุณตาที่เสียชีวิตไปตอนที่คุณยายยังตั้งท้องน้าเอ๊ะ ลูกคนที่ ๖ และคนสุดท้ายของคุณตาและคุณยาย แล้วฉันคงจะได้มีโอกาสเล่าถึงคุณตาในคราวต่อไป) คุณยายจะไหว้อยู่นาน ก่อนออกจากบ้าน คุณยายจะให้ฉันไปตักทรายหลังบ้านใส่ในถังที่มีหูหิ้วใบเล็กๆ แล้วปักด้วยธงสีสันสวยงามที่ทำด้วยกระดาษไข แล้วเราทั้งครอบครัวก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังวัด เดินนะคะไม่ใช่ขึ้นรถยนต์ ที่หน้ามหัศจรรย์ที่สุดก็คือ ก้าวแรกที่เราก้าวออกจากบ้านจะเห็นคนเดินหอบข้าวหอบของพะรุงพะรัง เต็มไปด้วยขัน ดอกไม้ ธูป เทียน ถังทราย เดินกันเป็นกลุ่มๆมุ่งหน้าไปวัด บ้างก็ปั่นจักรยาน แล้วคุณยาย คุณแม่และน้าๆก็จะ “เอื้อน”เหนือทักทายกับฝูงคน “เอื้อออออ มาถึงกันเมื่อใดก้า?” “นี่ลูกไผน้า เป็นสาวกันหมดแล้ว” … ก็เป็นบรรยากาศที่ครึกครื้น ระหว่างนี้เราก็จะได้ยินเสียงท่านเจ้าโอวาทพูดออกทางโทรโข่งตลอด เหมือนดนตรีบรรเลงพร้อมกับการยุรยาทไปวัด

พอไปถึงวัด ทุกคนก็จะไปใส่บาตรที่ตั้งอยู่เต็มไปหมดบนโต๊ะไม้ยาว บริเวณหน้าประตูทางเข้าอุโบสถ ซึ่งเป็นเรือนยกพื้น เราจะต้องถอดรองเท้าตามบันไดก่อน แล้วค่อยเดินขึ้นไปใส่บาตร จากนั้นก็เข้าอุโบสถร่วมกันสวดมนต์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฉัน-เด็กตัวเล็กๆ-รู้สึกเบื่อและเมื่อยเป็นที่สุด สวดอะไรก็ไม่รู้ ไม่เคยเข้าใจความหมายเลย แถมต้องมานั่งพับเพียบอยู่เป็นชั่วโมงๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเด็กตัวเล็กๆคนนี้ นั่นก็คือ พระพุทธรูปหลายองค์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า มีขนาดต่างกันไป และถูกตั้งเป็นชั้นๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีเครื่องประดับอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ต้นไม้ ทรงเครื่องของพระพุทธรูปสีทองอร่ามลายตาไปหมด และยังมีลายผนังและเพดานที่มีสีสวยสดสลับกับลวดลายสีทอง เวลาฉันพนมมือเบื่อๆหน้าก็จะแหงนมองเพดาน หรือไม่สายตาก็จะสอดส่องมองลอดหน้าต่างที่มีเป็นสิบๆบานรอบอุโบสถออกไปข้างนอก เมื่อจบจากการสวดมนต์ ทุกคนก็จะเอาถังทรายไปเทข้างนอก รอบๆอุโบสถ แต่บางคนก็เทก่อนเข้าอุโบสถแล้ว จำได้ว่าเป็นกองทรายใหญ่บ้าง เล็กบ้างประปรายตามโคนต้นไม้บ้าง บนพื้นทรายเป็นหย่อมๆบ้าง มีสีสันชวนมองเนื่องมาจากธงกระดาษไขที่ปักอยู่บนกองทรายเหล่านี่ เรียกกันว่า “ขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดีย์ทราย” ตามความเชื่อเลื่อมใสที่มีมาแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านรวมถึงคุณยายของฉัน ทำกันทำไม ฉันไม่รู้หรอก รู้เพียงแต่ว่าสนุกและเหมือนการรวมใจกันของพุทธศาสนิกชนเพื่อร่วม “งานบุญ”ของวัด ใครอาจจะว่าฉันโง่งี่เง่าที่ไม่เคยรู้ความหมายของประเพณีนี้ ฉันไม่สนใจหรอก เพราะสิ่งที่ฉันรู้และรู้สึกนั้นได้ฝังรากลึกในใจของฉัน มันมีคุณค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณ มีค่ายิ่งเสียกว่าความหมายใดๆที่เขียนออกมาเล่ากันเป็นหนังสือเสียยืดยาว ฉันยังจำภาพคุณยายที่เดินนำฉันตุ้ยๆและบอกให้ฉันเททรายลงบนกองทรายที่ทับถมกันจนสูงแล้ว นั่นแหละ วินาทีนั้นเองที่มหัศจรรย์ วินาทีที่ฉันค่อยๆลาดถังลงช้าๆ แล้วทรายทีละเม็ดก็ไหลจากถังลงบนกองทราย รวมกันเป็นเพียงหนึ่งเดียว เป็นเจดีย์ทรายที่สูงขึ้นอีกนิด ฉันยังจำฉากนี้ได้ดีจนวินาทีที่ฉันกำลังเล่าให้คุณๆฟังอยู่ขณะนี้

เสร็จจากพิธีที่วัดก็เกือบใกล้เที่ยง เรามุ่งหน้ากลับบ้านร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นช่วงบ่าย ลูกๆหลานๆของคุณยายก็จะ “ดำหัว”คุณยาย คุณยายจะผูกข้อมือให้ลูกๆหลานๆ สายข้อมือนี้เป็นด้ายสีขาวตุ่นๆ สีธรรมชาติ เป็นก้อนกลมๆค่อนข้างใหญ่ ระหว่างที่คุณยายผูกข้อมือให้ลูกๆหลานๆคุญยายจะกล่าวอวยพรไปพร้อมกัน ในความรู้สึกของฉัน คำอวยพรนี้ช่างเหมือนคาถาสวดมนต์ ทำให้ฉันตกอยู่ในห้วงของสมาธิ เหมือนถูกตรึงด้วยมนต์สะกด ฉันยังจำลักษณะและการเคลื่อนไหวของมือคู่นี้ได้ดี มือที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น มีตกกระจุดๆเป็นหย่อมๆสีน้ำตาลแสดงให้เห็นถึงสังขารที่เริ่มเหี่ยวโรย แต่ในขณะเดียวกันฉันสังเกตได้ถึงความลื่น ตึงอ่อนวัยเหมือนมือของเด็ก คุณยายจะเอามือซ้ายของแกจับสายข้อมือไม่ให้เลื่อน และมือขวาค่อยๆพันไปรอบๆข้อมือของฉัน เมื่อกล่าวมนต์อวยพรจบ คุณยายจะเอามือทั้งสองข้างของแกดึงสายข้อมือออกจากกัน วินาทีนี้เองอีกที่น่ามหัศจรรย์สำหรับเด็กอย่างฉัน สายข้อมือจะฉีกออกจากกันดัง “แขวะ” -ฉันยังจำมือยายทั้งสองข้างที่ดึงสายข้อมือออกจากกันได้ แขนกางออก ข้อศอกพับเพื่อเก็งแรงและ –แขวะ- ด้ายขาดจากกัน ช่างเป็นความสามารถที่ฉันตอนเด็กสงสัยว่าคุณยายทำได้อย่างไร จากนั้นคุณยายจะผูกปมและเป่าหัวฉัน แล้วหยิบไม้หวายที่ผูกเป็นมัดเล็กๆจุ่มลงไปในขันน้ำส้มปอย แล้วสาดไปทั่วลูกๆหลานๆที่นั่งอยู่บนพื้น สัมผัสของน้ำส้มปอยช่างเย็นยะเยือก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัมผัสที่แปลก อบอุ่นชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก คำว่า “ขลัง”อาจจะพอแทนความรู้สึกนี้ได้บ้าง แต่ที่แน่ๆไม่มีคำๆใดสามารถสื่อแทนสัมผัสของน้ำส้มปอยนี้ได้ ณ ช่วงเวลานี้ บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของบ้านคุณยาย ที่มีพื้นเป็นไม้ ช่างดูสงบร่มเย็น มีลมเย็นๆแผ่วเบาพัดมาเป็นระยะๆ ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับเด็กอย่างฉันจริงๆ

จากนั้นเราก็จะตระเวณไป “ดำหัว”ญาติผู้ใหญ่คนอื่นๆ บ้างก็อยู่ใกล้บ้างก็อยู่ไกลต่างหมู่บ้าน บางท่านฉันไม่รู้จัก แต่ก็แปลกสำหรับฉัน การเดินทางข้ามหมู่บ้านนี้เหมือนการเดินทางย้อนเวลากลับไปค้นหาและพบบรรพบุรุษของตัวเองอย่างบอกไม่ถูก เพราะคุณตาคุณยายทั้งหลายที่เราไป “ดำหัว”จะมีอายุมาก บ้างก็ยังแข็งแรงดี บ้างก็เป็นอัมพฤตอัมพาต ฉันยังจำสายตาของท่านได้ มันแฝงไปด้วยริ้วรอยของวัย ที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ ทั้งสุข ทุกข์ และเศร้า ผ่านความยากลำบากมานักต่อนัก ผ่านสงครามของชีวิต ที่บางคนเป็นผู้ชนะ แต่บางคนก็เป็นผู้แพ้ แพ้แก่โชคชะตา แต่ในขณะเดียวกัน แววตาเหล่านี้ก็แฝงความรู้สึก “สุข”จากการได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมา ฉันยังจำคุณยายท่านหนึ่งได้ แกนั่งอยู่บนเสื่อหวาย ตามลักษณะเสื่อทั่วไปทางภาคเหนือ อยู่ในบ้านยกใต้ถุนสูง ที่มีเพียงห้องเดียว แกมีหลานอยู่ด้วย หลานที่แกต้องเลี้ยง เนื่องจากหลานคนนั้นเป็นโรคดาวน์ซินโดรม เล่าแล้วเหมือนในนิยายหรือในโทรทัศน์ที่เหมือนไม่ได้เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง

แต่เหตุการณ์นี้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของฉันในวันสงกรานต์ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในแต่ละครั้งของการเยี่ยมเยียนคือ คุณแม่ของฉันจะเล่าถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ตรึงครอบครัวของเรากับผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้ ฟังแล้วเหมือนตำนานที่ถูกบอกเล่าต่อกันมาหลายศตวรรษนัก

“ขนบธรรมเนียมประเพณี” และ “รากเหง้า” เวลาที่คุณใช้คำเหล่านี้ ออกเสียงสระและพยัญชนะแต่ละตัวออกมาหรือ เวลาที่คุณได้ยินคนอื่นๆใช้คำเหล่านี้ในประโยคระหว่างการสนทนากับคุณ คุณเคยหยุดคิด พิจารณา“ไตร่ตรอง”ถึงความหมายของมันจริงๆหรือเปล่า บทบาทที่มันมีต่อชีวิตคุณบ้างหรือเปล่า? ฉันเคยเป็นคนๆหนึ่งที่คิดว่ารู้จักความหมายของคำๆนี้ดีพอ แต่ความจริงแล้วนั้นฉันไม่ได้ “เข้าใจ”และ "ตระหนัก"ถึงมันจริงๆ ถึงความสำคัญของมันที่ต่อชีวิตของฉัน ลอง"คิด"ถึง"ความหมาย”ของ “ขนบธรรมเนียมประเพณี”ดูซิคะ แล้วคุณจะแปลกใจที่ได้ค้นพบว่ามันมีพลังมากล้นเหลือเกิน มันมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมความเป็นคุณ

ความหมายและคุณค่าของคำๆนี้ของแต่ละคนก็คงจะไม่เหมือนกัน รายละเอียดบางรายละเอียดที่ตึงตราอยู่ในความทรงจำของเรา ที่ฝังอยู่ในก้นบึ้งจนเราลืมมัน อาจจะโผล่ขึ้นสู่ความคิด ณ เวลาแค่ชั่ววูบ เหมือนกับของเล่นสมัยเด็กที่เรารักและได้ฝังมันที่ใดที่หนึ่งในสวนหลังบ้าน ในขณะเดียวกันเราก็เติบโตขึ้นพร้อมกับทิ้งมันไว้ใต้พื้นดิน แล้ววันหนึ่ง เมื่อคุณเดินเล่นในสวนหลังบ้านที่คุณกำลังจะย้ายออกหลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน คุณก็อาจจะสะดุดโดนกองดินอะไรซักกอง แล้วความทรงจำทั้งหมดที่คุณมีก็กลับเข้ามาสู่ห้วงความคิดของคุณ คุณก็จะอมยิ้มอย่างมีความสุข สุขใจลึกๆ ความรู้สึกมหัศจรรย์และเร้นลับนี้ได้เกิดขึ้นกับฉันอยู่ ณ วินาทีนี้เอง

หิ้งห้อยใต้หมอน

Mamieimg1018.jpgimg1136.jpg

img1050.jpgimg0998.jpgimg1016.jpg

img1009.jpgimg1057.jpgimg1024.jpg

 

ปารีส เมษายน ๒๕๔๔

11 d้cembre 2006

Dans le “bleu” de Beckett

Publié par faywanrug dans Inspiration beckettienne

Beckett in Japan 2006 Toujours cette p้nombre… toujours cet acharnement!
comme si le bonheur ้tait une ้preuve dans ce “vieux monde du vieux style”

j’aimerais bien te percer, te saisir!

Quel g้nie tu ้tais! Avec quelles ivresse ta po้sie m’enchante!

encore un petit soubresaut et ็a sera le silence… pas s๛r
encore un peu de souvenirs et ็a sera la fin… jamais
“coeur battant debout” aux aguets d’un moindre mouvement du dehors

nostalgie….

11 d้cembre 2006

“Premier amour”

Publié par faywanrug dans Inspiration beckettienne

“J’associe, เ tort ou เ raison, mon mariage avec la mort de mon p่re, dans le temps. Qu’il existe d’autres liens, sur d’autres plans, entre ces deux affaires, c’est possible. Il m’est d้jเ difficile de dire ce que je crois savoir.” Samuel Beckett, Premier Amour, Minuit, p. 7.

Quelle joie de vivre! Quelle m้lancolie heureuse! Quel jeu complexe et d้bordant d’amour!

tu me touches au coeur… coeur qui bat encore เ l’image de Dante peureux blottant au milieu des diables des bolges de l’Enfer.

Tu m’inspires เ la fois le bonheur et la tristesse.

Telle un Proust au milieu de ses lits multiples ้veill้ au fond des nuits, je cherche la raison des temps et des mondes pour m’expliquer ma raison d’exister.

Le son de ton texte, Premier amour, m’est survenu comme le son des vagues qui sans cesse ondulent vers le rivage. Il me rappelle ces “sons”, ces “cris” mais aussi ces “beaux jours” au milileu de ces tourmentes oblig้s que j’endure encore… et ce depuis toujours.

delacroix2.jpg (Eug่ne Delacroix, Dante et Virgile aux Enfers, 1822, Mus้e du Louvre)